เกริ่นนำ...การปีนฟูจิ

            วันนี้ ก็ได้ฤกษ์งาม ยามดี ที่ผมจะเล่าเรื่องความหลังเมื่อครั้งไปปีนภูเขาไฟฟูจิ
ก็ไม่ได้จำอะไรแม่นมากครับ แต่อาศัยว่าเปิด
'บันทึกการเดินทาง' เก่าๆ ดู ซึ่งเป็นการ
เขียนให้ตัวเองอ่าน ดังนั้นบางช่วงบางตอน ผู้อ่านอาจจะอ่านไม่ค่อยเข้าใจ...
             ถ้าอ่านแล้วบางช่วงไม่เข้าใจ จนเก็บไปครุ่นคิด นอนไม่หลับ กระสับ กระส่าย
จะเมล์มาสอบถามก็ได้ครับ   ผมจะพยายามวงเล็บ (...) อธิบายไว้ให้มากๆ

             OK เริ่มกันเลยครับ กับหน้ากระดาษในบันทึกการเดินทางเล่มโตของผม

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม 2540
Theme :  First Encounter Fuji Mt. ชั้น 5 โดยรถบัส

            8:45 น.   ออกเดินทางจาก Shinjuku โดยรถประจำทางคล้ายๆ บขส.  บ้านเรา
ของบริษัท Keio Line รถติดมากตั้งแต่ออกเดินทาง คงเป็นเพราะช่วง
Golden Week
( ที่ญี่ปุ่น ช่วงปลายเดือนเมษายน - ต้นเดือนพฤษภาคม จะเป็นช่วงวันหยุดยาว ที่เรียกว่า
สัปดาห์ทอง ชาวญี่ปุ่นซึ่งทำงานกันหนักจะออกเดินทางท่องเที่ยวกันมาก อุ้มลูกจูงหลาน 
ออกเดินทางท่องไปทั่วดินแดนซากูระ  รถไฟ  รถบัส   ที่พักจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ก็คง
คล้ายๆกับสงกรานต์บ้านเรา )

          ...แต่ที่ผมต้องถ่อสังขารออกไปเบียดเสียดกับผู้คน และสาวๆญี่ปุ่น ก็เพราะเพื่อน
พนักงานชาวญี่ปุ่นที่
Nippon Steel (ที่ๆมาฝึกอบรม)   เขาชวนไปปีนภูเขาไฟฟูจิในช่วง
เดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งผมเองไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เหน็ดเหนื่อยสายตัว
แทบขาดเหมือนตอนที่ไปปีนเขา Oyama  ก็เลยต้องไปสำรวจสถานที่หน่อย (เรื่อง Oya
ma จะเล่าวันหลังนะครับ )
          โดยพี่ยุ่นที่ชักชวนก็ชักแม่น้ำทั้ง 5 ขึ้นมาอธิบายถึงคุณงามความดี และประโยชน์
ทั้งหลายทั้งปวงอันจะพึงมีพึงได้ จากการไปปีนภูเขาไฟฟูจิ ฯลฯ  ให้ผมฟัง

          ซึ่งจริงๆ ถึงแม้ไม่อธิบายมาก ผมก็ตั้งใจจะไปขึ้นภูเขาไฟฟูจิให้ได้ ตั้งแต่อยู่เมือง
ไทยและรู้ตัวว่าจะได้ไปญี่ปุ่น 1 ปี   ...แต่ก็ไม่เคยคิดมาก่อน ว่าเราสามารถขึ้นไปถึงยอด
ภูเขาได้

           ผมมาทราบภายหลังว่า  โดยทั่วไปคนเราสามารถที่จะขึ้นถึงยอดฟูจิได้แค่ช่วง  2 
เดือนในรอบ 1 ปีเท่านั้น  คือ
กรกฎาคม - สิงหาคม นอกนั้นก็จะมีหิมะ และหนาวจัด  เกิน
กว่าที่จะขึ้นไปได้ คนญี่ปุ่นมีคตินิยมอย่างนึงว่าครั้งนึงในชีวิต เค้าจะพยายามหาโอกาสขึ้น
ไปให้ถึงยอดฟูจิให้ได้  ( แต่ไม่ทุกคนนะครับ ที่คิดจะขึ้นไปให้ถึงยอด ) ซึ่งบางครั้งก็นำมา
ซึ่งความตาย   ...มีคนตายทุกๆปี สำหรับช่วงเทศกาลขึ้นยอดเขาฟูจิ  ส่วนใหญ่จะตายด้วย
อาการหัวใจวาย

           เอาล่ะครับ... ขอเล่าการเดินทางต่อ

           ใช้เวลาจาก สถานี Shinjuku โตเกียว ถึง สถานีรถบัสบนภูเขาไฟฟูจิ ชั้นที่ 5 
ประมาณ 4 ชั่วโมง 15 นาที ( ภูเขาไฟฟูจิ แบ่งระดับการขึ้นเป็น 10 ชั้น, ชั้นที่ 1 - 5  มีทั้ง
ทางเดินเท้า และทางรถยนต์   ทางรถยนต์ที่ตัดถนนขึ้นไปถึงชั้นที่ 5 ของฟูจิ มีชื่อถนนว่า 
Subaru Line (ซูบารุ ไลน์) ซูบารุแปลว่า ดาวเหนือ ที่ได้ชื่อนี้  ผมเข้าใจว่าถนนนี้เมื่อมอง
จากพื้นราบเชิงเขา ถนนเส้นนี้จะทอดตัวยาวไกลไต่ระดับสูงขึ้นไป เหมือนจะไปหาดวงดาว
เขาก็เลยตั้งชื่อว่า Subaru Line )

            ฟูจิมีฐานกว้างใหญ่ไพศาล   ขณะนั่งรถขึ้นเขามา   ยังไม่รู้สึกว่าขึ้นมาเลย เหมือน
กับว่ารถแล่นเข้ามาในป่าธรรมดาๆ... แต่อากาศไม่ค่อยดี ฝนตกปรอยๆ ข้างบนมีไอหมอก 
ภูเขาปกคลุมอยู่ทั่วไป

           ประมาณบ่ายโมง ถึงปลายทางที่สถานีชั้นที่ 5 เขามี ม้า, ฬ่อ ให้เช่าขี่ด้วย แต่ไม่ได้
ถามราคา น่าสงสาร ม้า และ ฬ่อ   ที่เขาปล่อยให้ยืนตากฝน   มีเพียงผ้าพลาสติก คลุมหลัง 
ตัวละ 1 ผืนเท่านั้น

           ...แต่เคยเห็นรูปม้าที่ ฮอกไกโด ( เกาะฮอกไกโด เป็นเกาะใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่น
อยู่เหนือสุด และอากาศหนาวเย็นเกือบทั้งปี )   ม้าที่โน่นยืนตากหิมะ !   ก็เลยคิดว่า OK
อย่างน้อยพวกเจ้าก็ยังมีชะตาดีกว่าเพื่อนร่วมเผ่าพงศ์ ที่ไปเกิดทางตอนเหนือ

           เนื่องจากผมจองตั๋วรถเที่ยวกลับเอาไว้แล้ว ซึ่งรถจะออกประมาณ บ่าย 2 ก็เลย
แค่ชอปปิงของที่ระลึก  ได้มา 2 ชิ้นถูกใจมาก คือ

           1. ป้ายแขวนเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ มีเทอร์โมมิเตอร์ติดด้วย
               ( ปัจจุบัน ข้ามน้ำข้ามทะเล มาติดอยู่ที่คอนโดฯที่พักผม ที่ระยองนี่ )

           2. กรอบรูปเป็นรูปฟูจิ มีฐานตั้งโต๊ะ และมีอุปกรณ์ปีนเขาอันจิ๋วประดับอยู่
               ( ก่อนกลับเมืองไทย ได้มีโอกาสใส่รูปสาวญี่ปุ่น แต่ก็เป็นอดีตไปแล้ว )

           หลังจากนั้นผมก็เดินดูรอบๆ ดูลู่ทางก่อนจะมาปีนจริงๆ ในช่วง ก.ค. นี้ ออกจาก
สถานีชั้น 5 บ่าย 2 กลับถึงโตเกียว ก็เย็นๆ แล้ว

           แวะทานข้าวที่ย่าน Time Square ชินจูกุ ก่อนกลับสู่ที่พัก

          โอ๊ะ... เขียนมายาวแล้วพอแค่นี้ก่อนนะครับ... ผมคาดว่าถ้าผมยังเล่าด้วยอัตรา
การถ่ายทอดเรื่องราวแบบนี้ กว่าจะถึงตอนปีนเขาก็คงราวๆ ปลายเดือนธันวาคม  ...ฮ่า 
..ฮ่า ..ฮ่า 

          ก็ไว้ติดตามตอนต่อไปนะครับ ผมไม่อยากเขียนอะไรแบบฉาบฉวย